2009/Nov/10

เคล็ดลับในการเผด็จงาน

ตอน (๒) เรื่องของขวัญ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า ขวัญ ในปทานุกรมมีความหมายว่า มิ่ง, สิริ, ความดี, ความเจริญ, ความมีใจอยู่กับตัว หรือผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย แต่ในความหมาย ที่เราเข้าใจกันทั่วไปนั้น หมายถึง ความมีใจอยู่กับตัว เช่น ขวัญหนีดีฝ่อ ซึ่งหมายถึง การตกใจจนหมดสติ หรือ ขวัญเอ๊ย อยู่กับเนื้อกับตัวนะพ่อนพ อย่างที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนปลอบเรา เวลาตกใจเมื่อยังเด็กๆอยู่

ขวัญ คือ จิตใจ หรือวิญญาณของเรานั่นเอง แต่เป็นจิตใจหรือวิญญาณที่มีคุณภาพดี ประกอบด้วยการไม่เสียสติเพราะตกใจกลัว การไม่เคลิบเคลิ้มหลงไปตามอารมณ์ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล เป็นจิตใจที่มีการกระทำ ประกอบด้วย ความหยั่งรู้ สรุปรวมความว่า จิตใจที่มั่นคง อยู่ในเหตุผล ที่ไม่หวั่นไหว และสะทกสะท้าน หรือสั่นสะเทือนง่ายนั่นเอง

ขวัญเสียมี ๒ ลักษณะคือ ขวัญเสียโดยการตกใจหรือกลัวในทันที ทันใด และขวัญเสียที่เกิดจาการเห็นสิ่งหรือภาวะอันหน้ากลัวอยู่ข้างหน้า (ไม่จำเป็นต้องตกใจในทันที) ในลักษณะแรกถึงแม้ว่ามีคนที่สติดีก็อาจสะดุ้งตกใจกลัวชั่วขณะได้ ในลักษณะหลัง ผู้ที่มีสติย่อมใคร่ควรพิจารณาหาทางแก้ไข และวิเคราะห์ลักษณะที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวด้วยเหตุผล ถ้าไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยว หรือมีผู้แนะนำวิธีให้หายกลัวได้ เพราะสิ่งที่หน้ากลัวมองเห็นอยู่ข้างหน้าเป็นเวลานานั้นย่อมมีความรุนแรงยิ่งกว่าความตกใจในปัจจุบันทันที

ไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม ผู้ที่มีขวัญดีย่อมได้เปรียบผู้ที่มีขวัญเสียอยู่เสมอ คนที่ตกใจง่ายกลัวง่าย ตื่นเต้นง่ายย่อมเป็นทาสของอารมณ์ และเป็นทาสของเหตุการณ์นอกตัวเราทุกชนิด ทุกนาทีที่เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ย่อมส่งผลทำให้ผู้ที่มีขวัญเสียมีความเครียดหนัก กระวนกระวายใจได้ทุกขณะ

การบำเพ็ญตนให้เป็นคนเยือกเย็น มีสติที่มั่นคง ไม่สะดุ้งสะเทือน หวั่นไหวง่าย ย่อมได้เปรียบเสมอ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ร้ายๆ ถ้ามีสติมั่นคง เผชิญกับเหตุการณ์ร้ายๆ อย่างนักสู้ อย่างเข้มแข็ง มีระเบียบวินัยเป็นอย่างดีแล้ว เราก็อาจจะชนะ หรือทำให้เปลี่ยนจากหนักเป็นเบาได้

ความกลัวเป็นศัตรูที่สำคัญและร้ายแรงกว่า ความรู้สึกอย่างอื่น อาจทำให้อายุสั้น และตายได้ง่ายๆ ท่านคงเคยได้ยินเรื่องที่เล่ากันว่า คนบางคนถูกผีหลอกจนตายหรือเจ็บหนักเป็นไข้หัวโกร๋น กว่าจะหายก็หลายเดือนเพราะความกลัวผี ที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าไม่มีการอบรมให้เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง ความกลัวเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ในจิตใจ จะหายไปก็ต่อเมื่อนำเหตุผลมาลบล้างไป

ความกลัวมีลักษณะที่เกิดขึ้น ๓ ประการ คือ ๑.โดยสื่อยั่วยุ ๒.โยจินตนาการ ๓.โดยนิสัยที่ได้รับจากการเคยชิน ความกลัวยังเกิดกับเราได้ทุกเมื่อ คนคิดมาก มีความหวังวิตกกังวลมากระแวงมากจนเกินไป มีหวังต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตเป็นแน่ แต่ความกลัวนั้นก็มีประโยชน์ ถ้าเรารู้จักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง คือ รู้จักกลัวเหมือนกัน แต่ไม่กลัวจนเกินไป รู้จักกลัวเหมือนกันแต่ไม่ใช่กลัวจนออกนอกขอบเขตุของเหตุผล และบังคับขอบเขตุของจินตนาการในตัวเราให้มุ่งอยู่แต่เรื่องเฉพาะหน้า ไม่มัวเสียเวลาอยู่กับเรื่องในอดีต บุคคลที่มุ่งทำเรื่องเฉพาะหน้าและรู้จักมองอนาคต ด้วยความมานะ บากบั่นทำงาน และลงมือทำทันที บุคคลนั้นย่อมทำอะไร สำเร็จได้ด้วยดี

ความกลัวทำให้มนุษย์ หมดความสบายใจ หมดความมานะ ไม่มีเหตุผลในขณะเดียวกันความกลัวก็ทำให้เราอยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในกฎหมายและประพฤติตัวอยู่ในศีลธรรมและประเพณี แต่มีความกลัวที่ไม่มีเหตุผลอยู่มาก เราต้องพยายามกำจัดความกลัวชนิดนี้ออกไปเพื่อเราจะได้มีจิตใจที่สงบ อยู่ในความประพฤติชอบ ประกอบกรรมดีมีวินัย เคารพต่อกฎระเบียบของบ้านเมือง

พอเขียนมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าขอนึกถึงบทความตอนหนึ่งขึ้นมาทันทีเพราะเป็นบทความที่ได้อ่านพบในหนังสือเรื่อง จิตใจในยามคับขันม.ล.ฉอ้าน    อิศรศักดิ์ เป็นเรื่องที่กล่าวแนะนำถึงการรู้จักอนาคต จึงใครขอนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับไว้พิจารณา ดังนี้

เมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ ตามปกติเรามุ่งความสนใจไปสู่อนาคต เรามองไปข้างหน้าด้วยความหวัง หรือความกลัวก็ตาม การมองไปข้างหน้านั้น มีวิธีที่ถูกอยู่วิธีหนึ่ง และมีวิธีที่ผิดอยู่มากมายหลายวิธี การมองไปข้างหน้าอาจช่วยท่าน หรือทำอันตรายให้แก่ท่านได้ การมองไปข้างหน้าที่นับว่าร้ายที่สุดนั้น คือ การมองด้วยความท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง การมองอนาคตในลักษณะนี้ มักนำไปสู่การฆ่าตัวเอง การมองไปข้างหน้าด้วยความตื่นเต้นหวาดกลัว ก็ไม่เคยทำให้เกิดผลดีแก่มนุษย์เลย มีแต่ทำให้การทำงานเฉื่อยชา ทำให้ผู้นั้นอ่อนแอและไม่เข้มแข็งพอที่จะฟาดฟันกับภาระในปัจจุบันให้ลุล่วงไปได้

แม้แต่การนั่งนิ่งเฉยๆ ปล่อยวางให้ฝันกลางวันไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่วิธีการมองอนาคตที่ดีเลย นอกจากว่าเมื่อผู้นั้นฝันจบลงแล้ว ก็เตรียมแผนที่ปฏิบัติงานต่อไป ด้วยการทำงานจริงๆ วิธีการมองไปข้างหน้าที่ถูกวิธี วิธีหนึ่งนั้นก็คือ การสร้างรูปความมุ่งหมายของตนขึ้น แล้วปรับปรุงจนกลายเป็นแผนการดำเนินงานได้จริงๆ และเป็นผลสำเร็จ ถ้าความคิดถึงในอนาคตของท่าน มิได้เป็นการสนับสนุนงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว ยิ่งคิดน้อยลงไปเท่าไหร่ ยิ่งจะดีกว่า

ข้อสำคัญที่ควรจำคือ อนาคตค่อยๆเข้ามาหาท่านทีละน้อยๆ ทุกขณะจิต ถ้าท่านได้ทำหรือคิดหรือเรียนอะไรสักอย่างหนึ่งในขณะนี้อยู่แล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นจำต้องเป็นห่วงถึงอนาคตของท่านเลย ท่านไม่สามารถบังคับอดีตได้เพราะว่าเป็นเรื่องที่ล่วงเลยไปแล้ว แต่ท่านสามารถบังคับอนาคตของท่านได้ โดยใช้ประโยชน์อย่างดีที่สุกจาก วันนี้ ของท่าน

ชีวิตการทำงานที่ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่นั้น สร้างขึ้นจาก เดี๋ยวนี้ จำนวนหลายหมื่นเดี๋ยวนี้ เช่นเดียวกัน การสร้างตึกต้องใช้อิฐเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องเป็นผู้ที่มี เดี๋ยวนี้ สำหรับเอาไว้ใช้ในการสร้างชีวิตการทำงานของท่าน

นักประพันธ์เอกคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า อย่ามัวแต่มองสิ่งที่เห็นมัวๆ ในระยะไกล แต่จงทำสิ่งที่อยู่ใกล้มือ และเห็นชัดเจนนั้นดีกว่า ซึ่งตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า หยิบเบี้ยใกล้มือ

ถ้าท่านปีนเขาอยู่ ท่านย่อมไม่จ้องสายตาอยู่ที่ยอดเขาตลอดเวลาแน่ๆ เพราะถ้าขืนทำเช่นนั้น ไม่ช้าท่านก็จะตกเขา ท่านย่อมต้องมองในแต่ละก้าวที่จะก้าวต่อไปเท่านั้น ท่านอาจหยุดเป็นครั้งคราว มองดูยอดเขาเพื่อดูแนวเป็นการนำทาง ให้ท่านก้าวไปสู่ที่หมาย ครั้นแล้วสายตาของท่านก็จะต้องกลับมาจับอยู่ที่ก้าวต่อไป ทุกๆระยะที่ท่านจะปืนขึ้นไป

ในยามคับขัน ในสถานการณ์ที่บีบบังคับ ภาวะจิตใจย่อมมีผลกระทบอย่างมาก อาจเกิดขวัญเสียได้ จึงมีหลักการในการปฏิบัติในยามคับขันไว้ ๑๑ ประการคือ

๑.จงค้นให้พบว่าท่านต้องเพิ่มพูนความกล้าที่ใด ความกล้าจะช่วยท่านได้ที่ไหน และโดยลักษณะอย่างไร ที่จะเป็นผลดีที่สุด ถ้าความสงสัย, ความกลัว, ความขลาด, การรีรอเป็นเครื่องถ่วงท่าน ท่านควรจะรู้จักจุดที่ท่านควรจะกล้า กล้าตัดสินใจให้เด็ดขาดแล้วดำเนินงานโดยทันที

 ๒.วิเคราะห์ความกลัวที่ร้ายที่สุดของท่าน ถ้ามีทางทำได้ จงวิเคราะห์ให้รู้ที่มาของมันท่านจะได้พบว่ามีหลายอย่างที่ไม่มีเหตุผลควรกลัวเลย ท่านจะสามารถทำลายความกลัวนั้นให้หายไปได้โดยรวดเร็ว โดยใช้หลักความจริง ความเชื่อมั่น การกระทำในทางที่ถูกเข้าจับความกลัวนั้น

๓.ถ้าความกลัวอย่างใดเข้ามาหลอกหลอนท่าน ขอให้ท่านมองเป็นเรื่องที่สนุกสนานร่าเริงเหมือนกับมันเป็นเรื่องเหลวไหลไม่มีอะไรควรเชื่อและไม่มีอำนาจอะไร มีความจริงที่ค้นพบในทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งว่าความกลัวจะทนต่อการหัวเราะเยาะเย้ยไม่ได้ จงทำเป็นเรื่องสนุก รื่นเริง ยินดีไว้แล้วท่านจะเห็นว่ามันหนีหายไปเอง

๔.จงเลือกหาวีรบุรุษของท่าน และอ่านวีรกรรมของท่านเหล่านั้นไว้มากๆ ตัวอย่างการกระทำของท่านเหล่านั้น แม้เราจะไม่ปฏิบัติตามอย่างตรงๆ ก็ตาม แต่จะทำให้เรา เห็นภาพแห่งความกล้า การกล้าอย่างไม่กลัว จะช่วยให้ท่านหายขลาดได้มาก

๕.จงฝึกจิตของท่านให้มีความกล้า มีอิสระ มีความเชื่อมั่นในตนเองให้มาก การปฏิบัติเช่นนี้ จะทำให้ท่านได้รับผลดี จากการเตือนตัวเองโดยเฉพาะในเวลาก่อนนอนตอนกลางคืน

๖.สร้างจิตของท่านให้มั่นคงถ้าท่านเป็นคนอ่อนแอ ตื่นเต้นง่าย สุขภาพไม่ดี แสดงว่าความกล้าจะไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้เลย

๗.จงทำอะไรแตกต่างจากที่เคยทำอยู่ ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลง หารทำให้เป็นการดีขึ้นกว่าเก่า ท่านอาจเริ่มทำในห้องของท่านที่บ้านก่อนก็ได้ คือ ปรับปรุงการแต่งห้อง ให้ดีขึ้น แล้วจึงหรับปรุงตัวเอง การปรับปรุงตัวเองทำให้เรามีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม คนดีที่สุดกับคนกล้าที่สุดเท่านั้นที่จะเป็นเพื่อนกันได้จริงจัง

๘.จงแสวงหาความร่วมมือในการที่จะลงมือกระทำความกล้าใดๆ ในที่ชุมชน การปลอดภัยไว้ก่อน เป็นคติอันประเสริฐ คนส่วนมากเป็นคนขลาดและมักชอบใส่ร้าย และเกลียดคนอื่นที่ไม่ขลาดอย่างเดียวกับตน ฉะนั้นถ้าท่านจะทำอะไรใหม่ จงแสวงหาการสนับสนุนจากบุคคลผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ท่านก็จะรักษาชื่อเสียงของท่านไว้ได้ปลอดภัย จากพวกมนุษย์ที่ชอบพูดมากแต่คิดน้อย ไม่เคยใช้ความคิดในทางที่ดีเลย

๙.จงแฝงความกล้าของท่านไว้ในฐานะที่เป็นหน้าที่ ที่พึงกระทำหรือเป็นการแสดงประสิทธิภาพแห่งการทำงาน วีรบุรุษที่ฉลาดย่อมไม่ต้องการให้ถูกอิจฉาริษยา หรือยกย่องในฐานะเป็นวีรบุรุษ แต่เลือกที่จะเป็นคนที่ผู้อื่นยกย่องว่าเป็นคนทำงานเด่น ตรงไปตรงมาเท่านั้นและย่อมทำให้ผู้อื่นเห็นถึงความกล้าของท่าน

๑๐.จงเชื่อในอำนาจของท่าน ที่จะสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นผลสำเร็จ ในประวัติศาสตร์บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ได้ทำในสิ่งซึ่งคนทั้งหลายเห็นว่าทำไม่ได้ ให้เป็นผลสำเร็จมาหลายต่อหลายท่าน เพราะท่านเหล่านั้นไม่เคยยอมแพ้ต่อความเป็นไปไม่ได้

จากหลักการที่ได้นำเสนอ ท่านผู้อ่านคงได้รับแนวคิดใหม่ๆพอสมควร

เราเคยแต่ที่จะปล่อยใจให้เลือกเอาแต่สิ่งที่ดีๆ จนเกิดเป็นนิสัยเพราะบ้านเมืองของเรามีแต่ความสงบราบรื่นมาช้านาน เราจึงเป็นผู้ที่มีนิสัยชอบแต่จะให้เป็นไปอย่างที่ใจเราคิด เหมือนๆ กันหมด ครั้นถึงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเป็นเรื่องร้าย เราก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น เมื่อเราอยู่ในภาวะคับขัน เราจึงควรทำตัวเองให้พ้นจากความเคยชิน และความเมามัว ซึ่งเคยครอบงำเรามาแต่ก่อนเสีย ตื่นขึ้นอย่างมีสติ เพื่อเผชิญหน้าและฝ่าฟันกับความจริงไปให้ได้

การสนใจดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ยิ่งในภาวะขับขัน เพราะมีผลต่อขวัญของเราในทางกลับกันถ้าปล่อยให้จิตใจเกิดความกังวลหวาดกลัวมากๆ ก็อาจทำให้สุขภาพทรุดโทรมได้เช่นเดียวกัน ท่านจึงควรระวังในเรื่องการบำรุงขวัญให้ดีที่สุด เมื่อร่างกายของท่านแข็งแรงจิตใจของท่านย่อมเป็นปกติ แม้มีเรื่องที่ต้องคิดและพิจารณา ก็ไม่ทำให้เกิดความวิตกกังวล ผิดกับในขณะที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ อะไรๆดูจะเป็นปัญหาไปหมด

การบำรุงรักษาสุขภาพจึงเป็นหลักการบำรุงรักษาขวัญ เมื่อก้าวมองสูงขึ้นจิตใจ ควรได้รับการบำรุงขวัญ ด้วยความเชื่อมั่น การมีความเชื่อมั่นในทางที่ดี ที่ถูกที่ชอบ ซึ่งถ้าเราบำเพ็ญจิตใจให้มั่นคงอยู่ในความดี การปฏิบัติที่ถูกที่ชอบได้แล้ว จิตใจของเราจะปลอดโปร่งและสงบราบรื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม

คติท้ายบท

เมื่อท่านมีกิจการอันใดต้องทำ จงทำการนั้นอย่างเต็มที่ และจงอย่าคิดว่ามีสิ่งใดๆในโลกอยู่อีก นอกจากกิจการนั้นเท่านั้น

 ......นโปเลียน

บุคคลผู้เข้าใจในความเข้มแข็ง และลักษณะนิสัยของตนเอง วางความมุ่งหมายให้เหมาะสมกับนิสัย ปัจจัยของตนเอง และทำงานไปเพื่อมุ่งสู่จุดหมายอย่างสม่ำเสมอ บุคคลนั้นจะบรรลุความสำเร็จ

 ......ฟรานซิส ปาร์คแมน  ที่มาจาก

วารสาร กองพลทหารม้าที่ ๒

ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๒๙ ประจำเดือน มกราคม-มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๔  คนเราเมื่อมีลาภก็เลื่อมลาภ เมื่อมียศก็เสื่อมยศ เมื่อมีสุขก็มีทุกข์ เมื่อมีสรรเสริญก็มีนินทา เป็นของคู่กันมาเช่นนี้ จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์ ถึงจะดีแสนดีมันก็ติ ถึงจะชั่วแสนชั่วมันก็ชม นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดายังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน บุถุชนอย่างเราจะรอดพ้นจากโลกกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้ ต้องคิดเสียว่า เขาจะติก็ช่าง ชมก็ช่าง เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ ก่อนที่เราจะทำเราคิดแล้วว่า ไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราแลคนอื่น เราจึงทำ เขาจะนินทาว่าใส่ร้ายอย่างไรก็ช่างเขา บุญเราทำ กรรมเราไม่สร้าง พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ จะต้องไปกังวลใครติเตียนทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์ เปลืองความคิดเปล่าๆ (ธรรมะของพระภิกษุพระยานรัตน์ราชมานิต)

2009/Nov/03

2009/Oct/16

http://www.youtube.com/watch?v=U9dg9hvDIzU

If that boy don't love you by now.

He will never ever,never ever,never ever love you.

 

 

 

 

Thanks a lot!... For comments.

5555+

i think you are so beautiful.

 

 

edit @ 16 Oct 2009 12:14:02 by wakker (ฉันคือควาย)